News

สปท. เสนอปฏิรูปสื่อโซเซียล ลงทะเบียนมือถือ สแกนนิ้ว-ใบหน้า ใช้บัตรปชช.เล่นเฟซบุ๊ก

335Views

3 ก.ค. 2560 เว็บไซต์วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเห็นชอบรายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่อง ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ด้วยคะแนนเสียง 144 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียงและงดออกเสียง 2 เสียง จากผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 147 คน

โดยพลตำรวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธานกรรมาธิการฯ นำเสนอแนวทางปฏิรูป แบ่งเป็นระยะเร่งด่วน ต้องดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในปี 2560 -2562 ได้แก่ จัดระบบการเข้าถึงสื่อออนไลน์ ให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วางมาตรการจัดระเบียบการลงทะเบียนโทรศัพท์มือถือ ปรับแผนใช้ลายนิ้วมือ ใบหน้า ควบคู่กับการลงทะเบียนโทรศัพท์มือถือด้วยบัตรประชาชนมาใช้บังคับทั่วประเทศ ขณะที่การจัดตั้งศูนย์กลางเฝ้าระวัง ปรับภารกิจงานเฝ้าระวังของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มาให้กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เป็นผู้ดำเนินการแทน รวมทั้งให้เร่งรัดใช้มาตรการทางภาษีกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศ โดยให้กรมสรรพากรเป็นผู้ดำเนินการ

ส่วนมาตราการระยะยาว ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับช่วงเวลาของแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทั้งการเสริมสร้างปลูกจิตสำนึกที่ดีมีจริยธรรมในการใช้สื่อออนไลน์ การให้ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี การสร้างภูมิคุ้มกัน และความตระหนักรู้ การใช้มาตรการทางกฎหมาย มาตรการและแนวนโยบายของรัฐ และมีกระบวนการตรวจสอบและประเมินผล

ขณะที่ สมาชิก สปท. ส่วนใหญ่อภิปรายสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งประเทศ และแนวโน้มการเข้าถึงสื่อโซเซียลมีเดียหลายช่องทาง แต่เห็นว่าการปฏิรูปโดยการกำหนดมาตรการต่าง ๆ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายจึงจะทำให้ประสบผลสำเร็จ

โดยหลังเสร็จสิ้นการอภิปราย ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานดังกล่าวด้วยคะแนนเสียง 144 เสียง ไม่เห็นชอบ 1 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง

เปิด ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media)

ในรายงานฉบับนี้ของ สปท. ได้รายงานสภาพการณ์ของสังคมไทยในปัจจุบัน ที่มีการใช้สื่อออนไลน์กันอย่างกว้างขวางจนเกิดสภาพ “สังคมก้มหน้า” ในทุกพื้นที่ ทุกเพศ และทุกวัย จนสื่อออนไลน์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย แต่ปัจจุบันกลับมีการใช้ที่ไม่เหมาะสม เพราะผู้ใช้สื่อขาดความรู้เท่าทันสื่อ ขาดความรู้และความเข้าใจในการใช้สิทธิเสรีภาพการสื่อสารบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคม หรือขาดมาตรฐานจริยธรรมในการใช้สื่อออนไลน์ จนส่งผลกระทบต่อสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และสถาบันหลักของประเทศ แต่สิ่งที่น่าวิตกในปัจจุบันก็คือ การที่สื่อกระแสหลักได้ใช้สื่อออนไลน์มาใช้แข่งขันในการนำเสนอข่าวจนเกินไป จนเกิดกระแสในสังคมในทางลบ เช่น กรณีที่เกิดเหตุการณ์ “ฆ่าหั่นศพ” ในช่วงเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๐ ซึ่งได้รับความสนใจจากสังคมอย่างมาก เนื่องจากผู้เป็นฆาตกรเป็นผู้หญิง และสื่อกระแสหลัก

ได้นำเสนอข้อมูลทั้งด้านการติดตามจับกุมตัวและเรื่องส่วนตัวของฆาตกร ทำให้เกิดกระแส “Glorification of Violence” กล่าวคือ การทำให้การก่ออาชญากรรมเป็นเรื่องน่าชื่นชมยินดี และผลกระทบที่เกิดขึ้น

คือ มีผู้ใช้สื่อออนไลน์จำนวนหนึ่งอาจหลงใหลไปกับพฤติกรรมของฆาตกร จนเกิดกระแสปฏิกิริยาจากสังคมที่เรียกร้องให้สื่อกระแสหลักทบทวนหลักการนำเสนอข่าว เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดลัทธิเลียนแบบได้

แบบแผนการปฏิรูปการใช้โซเชียลมีเดีย

-ใช้หมายเลขบัตรประชาชนยืนยันตัวตนในการใช้สื่อออนไลน์
สปท. เชื่อว่า จะช่วยสร้างผลทางจิตวิทยาทำให้ผู้ไม่หวังดี ไม่กล้าใช้สื่อออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊กในการทำผิดกฎหมายได้ กสทช. ควรไปประสานงานกับผู้ให้บริการเฟซบุ๊คเพื่อผลักดันเรื่องนี้ให้เป็นจริง

-ต้องจัดระบบการเข้าถึงสื่อออนไลน์ผ่านมือถือ
เนื่องจากคนไทยมีผู้ใช้มือถือประมาณ 90 ล้านเครื่องโดยมีมากกว่า 50 ล้านเครื่องที่เล่นโซเชียลมีเดียได้ มาตรการที่ สปท. แนะนำคือ ต้องจัดระเบียบการลงทะเบียนมือถือใหม่โดยสนับสนุนให้ กสทช. ใช้ลายนิ้วมือ ใบหน้า ควบคู่กับการลงทะเบียนด้วยบัตรประชาชน ซึ่งโมเดลนี้เคยทดลองใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาแล้ว และ เห็นว่าควรนำมาใช้กับผู้ใช้มือถือและโซเชียลมีเดียทั้งประเทศ และจำกัดจำนวนการลงทะเบียนซิมโทรศัพท์มือถือของแต่ละบุคคล

-จัดตั้ง ‘ศูนย์กลางบริหารจัดการข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ’
ที่ผ่านมาข้อมูลของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือมีลักษณะที่ผู้ให้บริการต่างคนก็ต่างเก็บ ไม่เคยมีศูนย์กลางที่รวบรวมข้อมูลทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน จึงเสนอให้ กสทช. เป็นเจ้าภาพจัดตั้งศูนย์แห่งนี้ขึ้นมา และต้องทำงานแบบ ‘ทันสมัย’ อยู่เสมอ พร้อมเอื้อประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลได้ตลอดเวลาและจากทุกพื้นที่ เพื่อดูว่ามีใครทำผิดกฎหมายหรือไม่

-เพิ่มประสิทธิภาพ ‘ศูนย์กลางเฝ้าระวัง’
ในรายงานระบุว่า สื่อเฝ้าระวังสื่อสังคมออนไลน์ของ ปอท.ที่มีอยู่แล้วควรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรมีเทคโนโลยีตรวจสอบใบหน้า ข้อความ รูปภาพ คลิปเสียงออนไลน์ทุกประเภท เพื่อนำไปสู่การตรวจสอบและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้มีการปรับโครงสร้างการทำงานใน ปอท. ให้มีทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้นด้วย

ในระยะยาว สปท. เสนอว่า หลายกระทรวงควรร่วมมือกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากโซเชียลมีเดีย ข้อเสนอที่น่าสนใจที่สุดดูเหมือนจะอยู่ที่การให้กระทรวงวัฒนธรรมจัดอบรม พระภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวช ให้เป็น ‘ต้นแบบ’ ในการช่วยเผยแพร่วิธีการใช้สื่อออนไลน์ในทางที่เหมาะสมและสร้างสรรค์ รวมถึง การสอดแทรกเนื้อหาด้านคุณธรรมและจริยธรรมลงไปด้วย
อีกหนึ่งในข้อเสนอระยะยาวคือ รัฐบาลควรส่งเสริมให้มีการผลิตซอฟต์แวร์ที่ใช้งานในสื่อโซเชียลมีเดียเป็นของตัวเอง เพราะการพึ่งพาแต่โซเชียลมีเดียของต่างชาติ มีแต่ทำให้เกิดความสูญเสียด้านการกำกับดูแลที่กฎหมายไทยไปไม่ถึง อีกทั้ง ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการใช้สื่อได้โดยง่าย และทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษีจำนวนมาก
นอกจากนี้ สปท. ยังมองเห็นว่า ตอนนี้มีปัญหา Cyber Bullying เกิดขึ้น สิ่งที่ควรป้องกันคือ กระทรวงดิจิทัลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ‘ควรให้ความรู้และเตือนสติกับผู้ตกเป็นเหยื่อ’ ไม่ให้คนเหล่านั้นแสดงความโกรธแค้น หรือแสดงตอบโต้กลับด้วยความรุนแรง อันอาจทำให้เกิดการละเมิดกฎหมายขึ้นได้

Source : รายงานSocial media ทั้งเล่ม  ,  เว็บไซต์วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา

ใส่ความเห็น