จำนำข้าว
News

อภิมหากาพย์ “จำนำข้าว” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สู่วันพิพากษา ชี้ชะตาการเมืองไทย

1.05KViews

อภิมหากาพย์คดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ที่ยืดเยื้อยาวนานเป็นเวลากว่า 6  กำลังจะรูดม่านปิดฉาก หากนับจากจุดสตาร์ทเริ่มต้นเมื่อ 7 ตุลาคม 2554 ที่เริ่มโครงการรับจำนำข้าวจากชาวนา กำลังจะจบลงในวันที่ 25 สิงหาคม 2560 

2554 นโยบายที่ใช้หาเสียง โครงการรับจำนำข้าว ในราคา 15,000-20,000 บาท/ตัน

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2554 พรรคเพื่อไทย หลังจากชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย และได้เข้าแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ภารกิจหนึ่งที่รัฐบาลรับปากว่าจะทำให้สำเร็จเพราะเป็นหนึ่งในนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปคือ การผลักดันโครงการรับจำนำข้าว ในราคา 15,000-20,000 บาท/ตัน

โดยประกาศเริ่มโครงการรับจำนำข้าวจากชาวนาในวันที่ 7 ตุลาคม 2554 มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนตามนโยบายจำนำข้าวกว่า 3,260,685 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 59.78 ล้านไร่

ในขณะนั้นมี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ดำรงตำแแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ดำเนินโครงการ

2555 ผ่านไป 1 มีผู้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ตรวจสอบคดีจำนำข้าว

ในวันที่ 15 ตุลาคม 2555 สมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ยื่นเรื่องต่อ ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช) ให้ไต่สวนนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ข้อหาเข้าข่ายการทุจริตเชิงนโยบายและทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 84 ว่าด้วยรัฐต้องสนับสนุนเศรษฐกิจแบบเสรีและเป็นธรรม

ต่อมาในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 นาย ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เสนอต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

และในวันที่ 3 ธันวาคม 2555 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.พรรคประชาธิปัตย์ นำรายชื่อสส.จากพรรคประชาธิปัตย์จำนวน 146 ราย ยื่นต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้มีการสอบสวนนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดยตั้งประเด็นความโปร่งใสของการระบายข้าวผ่านสัญญารัฐต่อรัฐ (G2G) กับประเทศจีน

2556

5 มิถุนายน 2556 นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ยื่น ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบการระบายข้าวค้างเก่าในโครงการรับจำนำปี 2554/2555 เป้าหมายในการยื่น ป.ป.ช. ครั้งนี้ เน้นไปที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง ในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงคณะกรรมการนโยบายข้าว และนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าว

2557 ป.ป.ช. เริ่มกระบวนการไต่สวนความผิด – กปปส. ออกโรงกดดันออมสินไม่ปล่อยกู้เงินให้รัฐบาลจ่ายชาวนา – คสช. เข้ายึดอำนาจการปกครอง

ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2557 ป.ป.ช. มีมติแจ้งข้อกล่าวหากับ บุญทรง เตริยาภิรมย์ พร้อมพวกรวม 15 ราย ในข้อหาทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หลังจากไต่สวนพบว่า ไม่มีการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ กับทางประเทศจีนจริงตามที่สัญญากล่าวอ้าง

ทั้งนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังมีมติเห็นชอบให้ไต่สวนยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) โดยเห็นอาจมีมูลความผิดกรณีละเว้นต่อหน้าที่ ไม่ระงับยับยั้ง การดำเนินการโครงการรับจำนำข้าว ทั้งที่ทราบข้อท้วงติงและความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจมีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

หลังจากนั้นอีก 4 วัน กปปส. หรือ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่เปิดฉากชุมนุมขับไล่รัฐบาลเพื่อไทย ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2556-เดือนพฤษภาคม 2557 ได้เคลื่อนขบวนจากเวทีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไปปิดล้อมธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ที่สะพานควาย เพื่อคัดค้านการนำเงินฝากของประชาชนมาช่วยเหลือโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันการทุจริต

โดยขณะนั้น นายลิขิต กลิ่นถนอม ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจธนาคารออมสิน และรองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคล ออกแถลงการณ์กับผู้สื่อข่าวในนามของสหภาพฯ โดยระบุว่า ตามที่มีกระแสข่าวว่าธนาคารออมสินปล่อยกู้ในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลนั้น ทางสหภาพฯ ขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่า หากมีการปล่อยกู้ดังกล่าวจริง ทางสหภาพแรงงานฯ และชาวออมสินพร้อมจะรวมพลังคัดค้านและต่อต้านอย่างถึงที่สุด เพราะพวกเรามีหน้าที่ปกป้ององค์กร และเงินฝากของประชาชน ด้วยชีวิต เกียรติและศักดิ์ศรี และหากมีใครมาคิดบ่อนทำลายธนาคารคนผู้นั้นจะต้องบรรลัยย่อยยับ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ได้เตรียมน้ำ-กาแฟ-ขนม พร้อมโต๊ะหน้าอาคารไว้ให้ กปปส.พักผ่อนด้วย

ต่อมา 28 มกราคม 2557 ป.ป.ช. มีมติให้ดำเนินการไต่สวน ยิ่งลักษณ์ ในกรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ที่ก่อให้เกิดความเสียหายที่เห็นได้อย่างชัดเจน รวมทั้ง ป.ป.ช. เคยมีหนังสือเตือนไปแล้วถึง 2 ครั้ง และการดำเนินการไต่สวนกระทำควบคู่กันทั้ง การไต่สวนชี้มูลความผิดตามมาตรา 157 และในกรณีคำร้องที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 146 คน ขอให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง จากการดำเนินการนโยบายรับจำนำข้าวที่ผิดพลาด ส่งผลขาดทุนกระทบต่อการส่งออกข้าว

หลังจากนั้น 21 วัน 18 กุมภาพันธ์ 2557 ป.ป.ช. มีมติเรียก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้มาพบในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2557 เพื่อแจ้งข้อกล่าวหา กรณีละเลยการระงับความเสียหายและปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าว โดยระบุความผิดของผู้ถูกกล่าวหาว่า “ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการหรือโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และเป็นการจงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 178 อันเป็นเหตุแห่งการถอดถอนออกจากตําแหน่งตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 270”

31 มีนาคม 2557 ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางเข้าชี้แจงข้อกล่าวหาทุจริตโครงการจำนำข้าว ซึ่งถือเป็นวันครบกำหนดระยะเวลาชี้แจง หลังจากที่ ป.ป.ช. มีมติไม่อนุญาตให้ขยายเวลาตามที่ร้องขอ 45 วัน สำหรับการเข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เป็นการชี้แจงด้วยลายลักษณ์อักษรมีความยาว 151 หน้า สาระสำคัญที่ได้ชี้แจงต่อ ป.ป.ช. คือ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมชี้ว่า กระบวนการรับคำร้องและการเริ่มต้นคดีของ ป.ป.ช. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีการใช้อำนาจเกินขอบเขต คณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงไม่ชอบด้วยกฎหมาย คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนโดยไม่เป็นธรรม รวบรัด รีบร้อน เร่งรีบ อย่างเป็นพิเศษ ฯลฯ และให้ปากคำด้วยวาจา ประมาณ 25 นาที ขณะที่ยิ่งลักษณ์ขอให้ ป.ป.ช. ดำเนินการสอบพยานเพิ่มเติมประมาณ 10 ปาก โดยอ้างว่าแต่ละคนล้วนเป็นบุคคลที่เกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวทั้งหมด สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการ ที่มาของโครงการ รวมไปถึงผลดีระหว่างดำเนินโครงการว่าเป็นอย่างไร รวมทั้งขอขยายเวลาส่งเอกสารเพิ่มเติม

8 พฤษภาคม 2557 ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เสียง ชี้มูลให้ถอดถอน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและให้ดำเนินคดีอาญาด้วยมติเอกฉันท์เช่นกันในวันที่ 12 กรกฎาคม 2557 ฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ทำให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว สำหรับการชี้มูลความผิดนี้ จำแนกผู้ถูกกล่าวหาเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. นักการเมือง 3 คน ได้แก่ บุญทรง ภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการระบายข้าว พ.ต.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ 2. เจ้าหน้าที่รัฐ 3 คน ได้แก่ มนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ทิฆัมพร นาทวรทัต อดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ อัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง อดีตเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ

และถัดมาถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจการปกครอง

2558 สนช. ลงมติถอดถอน ยิ่งลักษณ์ ตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี – ยิ่งลักษณ์ประกันตัว 30 ล้านบาท ศาลสั่งห้ามออกนอกประเทศ

23 มกราคม 2558  อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้องนางสาวยิ่งลักษณ์วันเดียวกับที่ สนช. มีมติถอดถอนด้วยคะแนน 190 ต่อ 18 เสียง ตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี

19 กุมภาพันธ์ 2558 อัยการสูงสุด ได้ยื่นเรื่องฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2554 มาตรา 123/1 ซึ่งละเลยไม่ยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท ต่อมาอีกหนึ่งเดือนองค์คณะผู้พิพากษา มีคำสั่งประทับรับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อม.22/2558

ต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม 2558 ศาลพิจารณาคดีความครั้งแรก โดยยิ่งลักษณ์ ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และพร้อมสู้คดี วีระพล ตั้งสุวรรณ รองประธานศาลฎีกา ในฐานะผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ได้อ่านและอธิบายคำฟ้องให้กับ ยิ่งลักษณ์ ฟัง มีใจความโดยสรุปว่า ระหว่างเดือนสิงหาคม 2554 – เดือนพฤษภาคม 2557 จำเลยดำรงตำแหน่งเป็นนายกฯ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเจ้าพนักงานตามกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 รวมถึงเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ คดีนี้จำเลยได้ดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวเปลือก รวม 5 โครงการ ได้แก่ ข้าวนาปี 2554/2555 ข้าวนาปรัง 2555 ข้าวนาปี 2555/2556 ข้าวนาปรัง 2556 และข้าวนาปี 2556/2557

ระหว่างดำเนินการตามนโยบายนี้ มีข้อทักท้วงทั้งก่อนและระหว่างดำเนินการจากหลายหน่วยงาน ทั้ง ป.ป.ช., สตง., กระทรวงการคลัง, สำนักงบประมาณ รวมไปถึงพรรคฝ่ายค้าน ว่านโยบายนี้มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อคุณภาพข้าว บิดเบือนกลไกตลาด และเกิดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งจำเลยและคณะรัฐมนตรี จะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบระมัดระวัง ทั้งในการกำหนดราคารับจำนำอย่างสมเหตุสมผล และมีมาตรการป้องกันความเสียหายจากการทุจริตและระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ยิ่งลักษณ์ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยยื่นหลักทรัพย์เป็นบัญชีเงินฝาก 30 ล้านบาท ศาลอนุญาตให้ประกัน แต่มีเงื่อนไขห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล

21 กรกฎาคม และ 28 กรกฎาคม 2558

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดตรวจพยานหลักฐาน แต่ก่อนถึงวันนัด ยิ่งลักษณ์ได้ขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษร ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจึงกำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานใหม่ เป็นวันที่ 31 สิงหาคม 2558

2559 เริ่มไต่สวน

15 มกราคม 2559

เริ่มการไต่สวนพยานโจทก์นัดแรก ครอบคลุมพยานโจทก์ 15 ปาก ใช้เวลาไต่สวน 10 นัด เมื่อยิ่งลักษณ์เดินทางมาถึงศาล ตัวแทนเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ จากกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 (บก.น.2) จำนวน 137 นาย ขอความร่วมมือจากมวลชนที่นิยมยิ่งลักษณ์ ห้ามชูแผ่นป้ายขนาดใหญ่ ทำได้เพียงมอบดอกไม้และส่งเสียงให้กำลังใจ

5 สิงหาคม 2559

เริ่มไต่สวนพยานฝ่ายจำเลยนัดแรก ขณะที่จำเลยยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติม 51 ครั้ง ไต่สวนพยานฝ่ายจำเลย ใช้เวลาไต่สวน 16 นัด รวม 42 ปาก (5 สิงหาคม 2559 – 21 กรกฎาคม 2560)

2560 ยิ่งลักษณ์ แถลงปิดคดี – 

21 กรกฎาคม 2560 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวนพยานฝั่ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นัดสุดท้าย จนกระทั่งศาลไต่สวนพยานจำเลยจนจบ 3 ปาก ทนายจำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 และคำร้องเพิ่มเติมฉบับลงวันที่ 11 และ 17 กรกฎาคม 2560 ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 212 โดยโต้แย้งว่าบทบัญญัติในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 3, 25, 235 วรรคหก ขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านฉบับลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 ก่อนที่ศาลจะยกคำร้องของจำเลย

1 สิงหาคม 2560 ยิ่งลักษณ์ แถลงปิดคดีด้วยวาจา โดยระบุตอนหนึ่งว่า ดิฉันขอใช้โอกาสนี้ กล่าวกับทุกท่านอย่างหมดใจในวันนี้ ในเรื่องที่ดิฉันถูกดำเนินคดีโดยไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรมและตลอดเวลาที่ดิฉันได้นั่งรับฟังการพิจารณาคดีนี้ นับตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2559 และสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2560 รวมการไต่สวนของศาลในคดีนี้ทั้งหมด 26 นัด เป็นเวลา 1 ปี 6 เดือนที่ดิฉันไม่เคยขาดนัดพิจารณาคดีของศาลแม้แต่สักครั้งเดียว ทั้งนี้เพราะดิฉันมั่นใจในความบริสุทธิ์ว่าไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาที่มีต่อดิฉัน

ด้วยความเคารพต่อทุกท่านที่เป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนี้ หากมีถ้อยคำใดที่ดิฉันเปิดใจกล่าวอย่างตรงไปตรงมานั้น ดิฉันไม่ได้มีเจตนาอื่นใดและไม่ได้ประสงค์จะใส่ร้ายหรือใส่ความผู้ใด ดิฉันเพียงต้องการให้การพิพากษาคดีที่ดิฉันถูกกล่าวหาในครั้งนี้เป็นไปโดยถูกต้อง เที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญกฎหมาย ภายใต้หลักนิติธรรมที่ดิฉันไม่เคยได้รับจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. และโจทก์ในคดีนี้มาก่อน

25 สิงหาคม 2560 ศาลนัดฟังคำพิพากษา