จำนำข้าว,ยิ่งลักษณ์
News

‘จำนำข้าวทำพิษ’ พิพากษาลับหลังจำคุก ‘ยิ่งลักษณ์’ 5 ปี ไม่รอลงอาญา คดีปล่อยให้เกิดการทุจริตโครงการจำนำข้าว

938Views

วันที่ 27 ก.ย.2560 – ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์คณะผู้พิพากษา ได้ประชุมพิจารณาเพื่อจัดทำคำพิพากษากลาง ในคดีไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว ที่อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ปัจจุบันถูกออกหมายจับหลังหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาคดี เมื่อวันที่ 25 ส.ค.2560 ที่ผ่านมา

องค์คณะฯได้ขึ้นบัลลังก์อ่านคำพิพากษาว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์  มีความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ทำผิดกรรมเดียว ตามกฏหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. ที่โทษสูงสุด จำคุกเป็นเวลา 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา และให้ออกหมายบังคับคดี นำตัวมารับโทษตามคำพิพากษา โดยใช้เวลาอ่านคำพิพากษาประมาณ 4 ชั่วโมง

ทั้งนี้องค์คณะผู้พิพากษา เห็นว่า ระหว่างพิจารณาคดีนี้ มีการแก้ไขประมวลกฏหมายอาญา ฉบับที่ 26 พ.ศ.2560 มาตรา 7 เกี่ยวกับโทษของมาตรา 157 ซึ่งมีอัตราการปรับเงินสูงกว่าเดิม จึงไม่เป็นคุณกับจำเลย ดังนั้นจึงพิจารณาพิพากษาตามประมวลกฏหมายอาญาฉบับเดิม

สำหรับข้อเท็จจริงตามทางไต่สวน รับฟังเป็นข้อยุติว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีฐานะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการการเมือง และเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) มีหน้าที่กำกับดูแลนโยบายเกี่ยวกับการรับจำนำข้าว และการระบายข้าว

โดยโครงการรับจำนำข้าวมีอยู่ด้วยกัน 4 วิธี ได้แก่

1.การตรวจสอบคุณสมบัติ และรับรองเกษตรกร

2.การนำข้าวเปลือกมาจำนำ และเก็บข้าวเปลือกในคลัง

3.การสีแปร และเก็บรักษาสภาพข้าวสาร

4.การระบายข้าว พบว่า มีการทุจริต และความเสียหายเกิดขึ้นในทุกขั้น

อย่างไรก็ดีในวิธีการที่ 1-3 นั้น ความเสียหายดังกล่าวแต่ละขั้นตอนเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ออกมาตรการป้องกันความเสียหายอย่างสมเหตุสมผลแล้ว

ส่วนขั้นตอนที่ 4 แบ่งได้ 2 กรณี 1.กรณีจำหน่ายข้าวถุงราคาถูกให้แก่ประชาชน ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างการไต่สวนในชั้นสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวมถึงถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจในรัฐสภานั้น ยังรับฟังไม่ได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ กระทำความผิด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในส่วนนี้ เนื่องจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้สั่งการให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเอาจริงเอาจัง กระทั่งต่อมาในยุคที่นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล เป็น รมว.พาณิชย์ และเป็นประธานอนุกรรมการระบายข้าว ได้สั่งยกเลิกการจำหน่ายข้าวถุงดังกล่าวแก่ประชาชน ดังนั้นข้อต่อสู้ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงฟังขึ้น

สำหรับกรณีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) นับตั้งแต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นประธาน กขช. ได้เข้าประชุมแค่ครั้งแรกครั้งเดียว คือวันที่ 9 ก.ย. 2554 ส่วนที่เหลืออีก 22 ครั้ง ไม่ได้เข้าประชุมแม้แต่ครั้งเดียว ทำให้การดำเนินการของการจำนำข้าวและการระบายข้าวไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร นอกจากนี้ยังแต่งตั้ง พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ ที่เป็นจำเลยที่ 3 ในคดีระบายข้าวจีทูจีโดยทุจริต (ตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯ เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2560) เข้าดำรงตำแหน่งอนุกรรมการระบายข้าว และอนุกรรมการอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการระบายข้าวอีกเป็นจำนวนมาก และปรากฏในเวลาต่อมาว่า การระบายข้าวจีทูจีมีการทุจริต และไม่ได้นำข้าวขายออกนอกประเทศจริง เป็นเพียงการสมอ้างเพื่อนำข้าวมาเวียนขายภายในประเทศ และเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลอื่น

ขณะเดียวกันปรากฏข้อเท็จจริงว่า ภายหลัง นพ.วรงค์ เดชวิกรม อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในสภา ประเด็นระบายข้าวแบบจีทูจีโดยทุจริตนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้เอาจริงเอาจังสั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเหมือนกรณีจำหน่ายข้าวถุงราคาถูกแก่ประชาชน และไม่ยอมระงับยับยั้งการซื้อขายข้าวจีทูจีดังกล่าว ทั้งที่เป็นถึงนายกรัฐมนตรี และประธาน กขช. ที่มีอำนาจหน้าที่ระงับหรือยับยั้ง แต่กลับเจตนาเอื้อให้นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ (จำเลยที่ 2 คดีระบายข้าวจีทูจีโดยทุจริต) กับพวก แสวงหาผลประโยชน์ จำหน่ายข้าวสารของรัฐในราคาถูกให้กับรัฐวิสาหกิจจีน และมีประเด็นซับซ้อนอีกว่า ในการทำสัญญาจีทูจีทั้ง 4 ฉบับ เป็นการทำโดยมิชอบด้วยกฏหมาย เสียหายต่อการเงินการคลัง กระทบต่องบประมาณแผ่นดิน

ดังนั้น การกระทำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงถือว่าเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 123/1 ดังกล่าว

เพิ่มเติม : https://bangkokstraightnews.com/1687-2/

ใส่ความเห็น